จ้องจอทั้งวัน ตาล้ากว่าที่คิด  สัญญาณจากดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม

จ้องจอทั้งวัน ตาล้ากว่าที่คิด สัญญาณจากดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม

ทำงานหน้าคอมตั้งแต่เช้า พักก็หยิบมือถือขึ้นมา และก่อนนอนยังจ้องหน้าจอต่ออีกหลายชั่วโมง พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นกิจวัตรของหลายคนโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ดวงตาต้องเพ่งมองระยะใกล้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เมื่อใช้สายตากับหน้าจอมากเกินไป อาจเริ่มมีอาการ ตาล้า ปวดตา ตาแห้ง มองไม่ชัด หรือปวดศีรษะ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ ภาวะตาล้าจากการใช้หน้าจอ (Digital Eye Strain) หรือที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome อาการตาล้าไม่ได้หมายความว่าดวงตามีโรคร้ายแรงเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นบ่อย รบกวนการทำงาน หรือแม้พักสายตาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

มาทำความเข้าใจกันว่า อาการตาล้าเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และดูแลสายตาอย่างไร เพื่อช่วยลดความไม่สบายตาและทำให้การใช้หน้าจอในแต่ละวันสบายตามากขึ้น 

ภาวะตาล้าคืออะไร ? 

ตาล้า (Eye Strain) คืออาการไม่สบายตาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากใช้สายตาจดจ่อกับกิจกรรมบางอย่างเป็นเวลานาน เช่น

  • ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
  • ใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต
  • อ่านหนังสือหรือเอกสารต่อเนื่อง
  • ขับรถเป็นเวลานาน
  • ทำงานที่ต้องใช้สายตาเพ่งรายละเอียด

ในปัจจุบัน หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยคือการใช้หน้าจอดิจิทัลต่อเนื่อง จึงมีการใช้คำว่า Digital Eye Strain หรือ Computer Vision Syndrome เพื่ออธิบายกลุ่มอาการที่สัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม อาการตาล้าไม่ได้เกิดจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว ค่าสายตาที่ไม่เหมาะสม ภาวะตาแห้ง แสงในห้อง ตำแหน่งหน้าจอ และพฤติกรรมการใช้สายตา ล้วนมีส่วนทำให้รู้สึกไม่สบายตาได้

จ้องจอนาน ทำไมถึงทำให้ตาล้า?

ขณะมองหน้าจอ ดวงตาต้องรักษาโฟกัสในระยะใกล้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อทำงานโดยแทบไม่ได้เปลี่ยนระยะมอง นอกจากนี้ เวลาที่เราจดจ่อกับหน้าจอ เราอาจ กะพริบตาน้อยลง ทำให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้นและเกิดอาการตาแห้งหรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยอื่น ๆ เช่น หน้าจอสว่างหรือมืดเกินไป ตัวอักษรเล็ก แสงสะท้อนจากหน้าจอ ระยะห่างไม่เหมาะสม รวมถึงค่าสายตาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ก็สามารถทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้น หากรู้สึกว่า จ้องคอมนานแล้วปวดตา ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งสภาพแวดล้อม พฤติกรรมการใช้สายตา และการมองเห็นของแต่ละคนร่วมกัน

อาการตาล้าที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง?

อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน โดยสัญญาณที่พบได้บ่อย ได้แก่

1. ปวดตา หรือรู้สึกหนักรอบดวงตา

หลังจากใช้สายตาต่อเนื่อง อาจรู้สึกปวดเมื่อย หนักตา หรือตึงบริเวณรอบดวงตาและกระบอกตา โดยเฉพาะช่วงบ่ายหรือหลังทำงานหน้าจอมาหลายชั่วโมง บางคนอาจรู้สึกว่าต้องพยายามเพ่งหรือขมวดคิ้วเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น

2. ตาแห้ง แสบตา หรือระคายเคือง

อาการตาแห้งเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน โดยอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตา แสบตา หรือระคายเคืองได้ อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ตาแห้ง
  • แสบตา
  • ระคายเคือง
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
  • น้ำตาไหลในบางช่วง

แม้อาจดูขัดกัน แต่ในผู้ที่มีอาการตาแห้ง ดวงตาสามารถตอบสนองด้วยการสร้างน้ำตาออกมามากขึ้นชั่วคราวได้

3. มองไม่ชัด หรือปรับโฟกัสได้ช้าลง

หลังจากมองหน้าจอระยะใกล้เป็นเวลานาน บางคนอาจรู้สึกว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองไกล ภาพยังไม่ชัดทันที หรือใช้เวลาสักครู่กว่าจะปรับโฟกัสได้

หากอาการ มองไม่ชัดเกิดขึ้นบ่อย หรือรู้สึกว่าต้องเพ่งมากกว่าปกติ ควรตรวจวัดสายตา เพราะอาจมีค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือปัญหาในการทำงานร่วมกันของดวงตาที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

4. ปวดศีรษะหลังใช้สายตานาน

อาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือรอบดวงตา สามารถเกิดร่วมกับภาวะตาล้าได้
หากต้องเพ่งหน้าจอ ตัวหนังสือ หรือรายละเอียดเล็ก ๆ เป็นเวลานาน อาการอาจเด่นขึ้นในช่วงท้ายของวัน

5. ปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลังร่วมด้วย

ปัญหาจากการทำงานหน้าจอไม่ได้เกิดเฉพาะที่ดวงตา เมื่อมองหน้าจอไม่ชัด หลายคนอาจโน้มตัวไปด้านหน้า ก้มศีรษะ หรือปรับท่านั่งโดยไม่รู้ตัว เพื่อพยายามหาตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดและสบายขึ้น เมื่อทำท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงอาจมีอาการ ปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลัง ร่วมกับอาการตาล้าได้

ดังนั้น การดูแลอาการจากการใช้หน้าจอควรมองทั้งเรื่อง สายตาและ Ergonomics ไปพร้อมกัน

เห็นภาพซ้อน เป็นอาการตาล้าหรือไม่?

บางคนอาจใช้คำว่า “ภาพซ้อน” เพื่ออธิบายความรู้สึกว่าภาพไม่คม โฟกัสยาก หรือมองแล้วไม่สบายตาหลังใช้สายตานาน แต่หากเป็น การเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นกลายเป็นสองภาพจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นใหม่ เป็นต่อเนื่อง หรือเกิดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากตาล้าเพียงอย่างเดียว และควรเข้ารับการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตา

ตาล้าบ่อย แก้ยังไง? 4 วิธีดูแลสายตาสำหรับคนใช้หน้าจอ

หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้หน้าจอเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหน้าจอทั้งหมด แต่สามารถปรับพฤติกรรมบางอย่างเพื่อลดภาระของดวงตาได้

1. พักสายตาด้วยกฎ 20-20-20

วิธีง่าย ๆ ที่สามารถทำระหว่างวันคือ กฎ 20-20-20 ทุก ๆ 20 นาที ลองละสายตาจากหน้าจอ แล้วมองวัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต หรือประมาณ 6 เมตร เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที การเปลี่ยนจากการมองใกล้ไปมองไกลเป็นระยะ ช่วยลดความล้าจากการเพ่งมองระยะใกล้ต่อเนื่อง 

2. ปรับหน้าจอให้มองสบาย

ความสว่างของหน้าจอไม่ควรแตกต่างจากแสงในห้องมากเกินไป หากหน้าจอสว่างจ้าในห้องมืด หรือมีแสงสะท้อนบนหน้าจอตลอดเวลา ดวงตาอาจต้องปรับตัวมากขึ้น ลองปรับ

  • ความสว่างของหน้าจอให้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม
  • ขนาดตัวอักษรให้อ่านได้โดยไม่ต้องเพ่ง
  • ลดแสงสะท้อนจากโคมไฟหรือหน้าต่าง
  • จัดหน้าจอให้อยู่ในตำแหน่งที่มองได้สบาย

สำหรับคอมพิวเตอร์ ควรจัดระยะหน้าจอให้อยู่ในช่วงที่ไม่ต้องโน้มตัวเข้าไปหา และตำแหน่งหน้าจอสามารถอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ท่านั่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น

3. กระพริบตาให้บ่อยขึ้น

ฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่เวลาทำงานหรือดูคอนเทนต์ที่ต้องใช้สมาธิ เราอาจลืมกะพริบตาโดยไม่รู้ตัว ลองเตือนตัวเองให้กะพริบตาอย่างเต็มที่เป็นระยะ เพื่อช่วยกระจายน้ำตาไปทั่วผิวดวงตา หากมีอาการตาแห้งบ่อยหรือรุนแรง ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลตาด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินสาเหตุของตาแห้งร่วมด้วย

4. ตรวจวัดสายตา หากมองไม่สบายแม้ปรับพฤติกรรมแล้ว

บางครั้งอาการ ปวดตา ตาล้า หรือมองไม่ชัด ไม่ได้เกิดจากการใช้หน้าจอเพียงอย่างเดียว
หากมีค่าสายตาที่เปลี่ยนไป มีสายตาเอียง หรือแว่นที่ใช้อยู่ไม่เหมาะกับระยะการทำงาน ดวงตาอาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อให้มองเห็นชัด โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับหน้าจอหลายชั่วโมงต่อวัน การตรวจวัดสายตาควรคำนึงถึง ระยะการทำงานจริงและลักษณะการใช้สายตาในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ดูเฉพาะว่ามองตัวอักษรบนชาร์ตได้ชัดหรือไม่

การใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงหน้าจอทั้งหมด แต่คือการทำให้ดวงตาทำงานได้อย่างเหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา

หากคุณมีอาการ ตาล้า ปวดตา ตาแห้ง มองไม่ชัด หรือรู้สึกไม่สบายตา เมื่อทำงานหน้าจอ การตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดสามารถช่วยประเมินได้ว่า ค่าสายตาและการมองเห็นในปัจจุบันเหมาะกับการใช้งานจริงหรือไม่

ดูแลสายตาให้เหมาะกับทุกการใช้งานที่ Better Vision Prestige

พร้อมดูแลการมองเห็นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา ด้วยการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด เพื่อช่วยประเมินทั้งค่าสายตาและรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน ก่อนแนะนำเลนส์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

นัดหมายเข้ารับบริการได้แล้ววันนี้

Better Vision Prestige — Erawan Bangkok ชั้น 4
494 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทร. 063-851-8322
LINE Official: @btvprestige
เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.

จองคิวตรวจวัดสายตา เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการมองไม่สบาย และเลือกแนวทางการดูแลสายตาที่เหมาะกับคุณ

返回博客